| suraphan's profile[PaLmErO]PhotosBlogNetwork | Help |
|
|
[PaLmErO][: Once day has come and it gona gone forever :] January, 2008 เรื่องราวดีๆ ตอนที่ 1หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่าผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ 'ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ' ภรรยาผมว่า 'แต่ผมรักคุณนี่' ผมเถียง 'ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน' ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูก ๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถามว่า 'มีอะไรหรือ ? ลูกสบาย ดีรึเปล่า ? ' แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทันหันหมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ว่า 'ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคน แม่ลูกบ้าง ' แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า 'แม่ยินดีมากเลยจ้ะ ' เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ว่า แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์ 'แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ ' แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ ' พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย ' เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม และบรรยากาศก็อบอุ่นสบาย ๆ มาก ๆ แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่านเมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆเท่านั้น เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง ' ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่านเมนูให้ลูกฟัง ' แม่ว่า 'งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง' ผมตอบ ในระหว่างมื้ออาหารนั้นเราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร - เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเราเป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า 'แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ ' ผมตอบตกลง ' ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?' ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน ' ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย ' ผมตอบ เรื่องราวดีๆไม่กี่วันต่อมาแม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย หลายวันต่อมาผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า ' แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน, รักลูกจ้ะ ' วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า ' รัก' ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้ บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เกต บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้ คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน บางคนบอกว่าช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไว้ คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่ายุวนารี 7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่ บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้ คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น ' แม่ ' และทุกคนที่มี ' แม่ November, 2007 PostModerNโพสโมเดิร์นเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ ความจริงแล้วรวมไปถึงทุกหนแห่งของโลกที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกผ่านทางการครอบโลกนั่นแหละ เป็นยุคที่การตลาดมีบทบาทสำคัญที่สุด ปรัชญาทางการตลาดครอบงำอยู่ทุกด้านของชีวิตไม่ว่าจะเป็นการค้า การสื่อสาร อุตสาหกรรม หรือแม้แต่การเมือง ในมุมมองของผู้บริโภคแน่นอนว่าโพสโมเดิร์นหรือยุคหลังสมัยใหม่ ย่อมเป็นยุคที่ได้รับผลกระทบจากแบบแผนทางสังคมที่สัมพันธ์กับความทันสมัยที่ผ่านมาและกำลังเป็นอยู่ โดยความทันสมัยในที่นี้ หมายถึงขั้นตอนของการพัฒนาสังคมซึ่งมีฐานบนการพัฒนาอุตสาหกรรม มีการค้นพบและเกิดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งก็นำมาสนับสนุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการขายสินค้า สังคมโพสโมเดิร์นจึงเรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้บริโภค ปริมาณสินค้าที่ผลิตได้มีให้บริโภคมากกว่าความสามารถในการบริโภค เพราะฉะนั้นนักการตลาดจึงต้องต่อสู้สุดชีวิตเพื่อให้สินค้าของตนขายได้มากกว่าคนอื่น ด้วยการสร้างตลาดใหม่ กำหนดความหมายใหม่ ๆ ให้สินค้า ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในตลาดโพสโมเดิร์น อันแรก เราจะพบว่าสิ่งที่ไม่น่าทำตลาดได้ถูกนำเข้ามาอยู่ในตลาดอย่างหน้าตาเฉย เป็นต้นว่า การสาธารณสุข ซึ่งรัฐเคยให้บริการในฐานะที่เป็นความจำเป็นพื้นฐาน และเมื่อก่อนนี้ไม่เคยมีใครคิดทำมาหากินกับคนเจ็บคนป่วย การศึกษา ซึ่งเคยเป็นบริการของรัฐที่ต้องการให้คนในประเทศรู้หนังสือ ครูเป็นที่เคารพนบไหว้ ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ถ้าเด็กไม่เอาไหนจริง ๆ ครูก็จะลากมาสอนพิเศษให้ ไม่คิดเงิน อาจารย์มหาวิทยาลัยตั้งหน้าตั้งตาสอนและทำวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ มหาวิทยาลัยยังไม่ออกนอกระบบมาทำมาหากินตัวเป็นเกลียวอย่างทุกวันนี้ ศาสนา เคยเป็นที่พึ่งทางใจ ไปวัดไม่ต้องเสียสตางค์ นั่งคุยกับหลวงพ่อหลวงพี่ได้โดยไม่ต้องเอาอะไรติดมือไปถวาย ไม่ต้องเดินหนีหลวงพี่ที่เสนอขายพระจากกรุดังที่ท่านการันตีว่าเป็นของแท้ราคาเยาว์ การดูแลผู้สูงอายุ ที่เมื่อก่อนนี้เป็นหน้าที่ของลูกหลานและชุมชน ไม่มีใครเอาพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปจ้างคนแปลกหน้าดูแล ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ แต่ตลาดยุคโพสโมเดิร์นทำให้โรงพยาบาลเอกชนงอกงามเป็นดอกเห็ด โรงเรียนกวดวิชาแพร่หลายเหมือนวัชพืช กว่าจะจบมหาวิทยาลัยได้ต้องเป็นหนี้รัฐก้อนโต ไปวัดต้องมีสตางค์ไปทำบุญถือถังสังฆทานสำเร็จรูปไปแก้เก้อ พ่อแม่แก่ตัวหรือเจ็บป่วยก็พาไปไว้ตามเนิร์สซิ่งโฮมทั้งหลาย และทั้งหมดนี้ก็เป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลเสียด้วย ปรากฏการณ์ที่สองคือ การสร้างสุนทรีย์ในการบริโภค อันเป็นลักษณะที่แข็งที่สุดของสังคมโพสโมเดิร์นในยุโรป (ซึ่งก็แผ่อิทธิพลไปทั่วโลกอยู่ดี) การส่งเสริมการขายทำให้เรารู้สึกว่าเราทุกคนมีอิสระในการเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาให้เป็นงานศิลป์ แต่เป็นศิลปะแบบ mass production ไม่ว่าจะเป็น ทรงผม เสื้อผ้า งานเขียน อาหารการกิน เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการขายเอกลักษณ์หลากรูปแบบหลายลักษณะ เปล่า...ไม่ใช่ทำให้คุณมีเอกลักษณ์ของตัวคุณเองหรอก แต่เอาเอกลักษณ์ของคุณมาปู้ยี่ปู้ยำ เพราะเขาบอกให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็นด้วยการใช้สินค้าของเขา ซึ่งในที่สุดคุณก็จะเป็นเหมือนกับผู้บริโภคคนอื่น ๆ อีกแสนเจ็ดที่ใช้สินค้าของเขาแล้วทำท่า "เป็นแบบที่คุณเป็น" เหมือน ๆ กับคนอื่น…แต่คิดว่าตัวเองต่าง มีคำอยู่คำหนึ่งที่เขาใช้หลอกให้ผู้บริโภคเหลิงคือ consumer sovereignty หรือ ผู้บริโภคเป็นใหญ่ แต่ความจริงหมายความว่าผู้ผลิตจะคอยศึกษาดูวิธีใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลิตสิ่งของที่ผู้บริโภคอยากได้ออกมาขาย และตลาดโพสต์โมเดิร์นก็ไปไกลกว่านี้มาก เขาไม่จำเป็นต้องรอดูว่าผู้บริโภคอยากได้อะไร เขาผลิตสินค้าของเขาแล้วให้นักโฆษณาทำให้เราอยากได้มัน ไม่ใช่เพราะประโยชน์ของมัน แต่เพราะความหมายใหม่ของมันที่นักโฆษณาสร้างขึ้น ว่ามันสามารถให้ชีวิตที่ดีแก่เราได้ ชีวิตที่ดียุคโพสโมเดิร์นไม่ได้หมายความแค่การมีวัตถุที่แสดงระดับชั้นทางสังคมที่คุณเห็นนักแสดงในทีวีเขามีกันเท่านั้น แต่ชีวิตที่ดีคือการที่คุณสามารถสร้างเอกลักษณ์ของคุณเองขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เอกลักษณ์อันแตกต่างหลากหลายที่จะเกิดขึ้นเมื่อบริโภคสินค้าและบริการที่สัมพันธ์กับมัน แต่เป็นเอกลักษณ์ที่แยกส่วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่ปะติดปะต่อกัน ไม่ใช่การสั่งสมและซึมลึกจนมีเอกลักษณ์ที่มั่นคง ชัดเจน และ August, 2007 วันนี้ กับงานของ ปาล์มAugust, 2007 เอามาเก็บไว้ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่ง เพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่.. บัณฑิตใหม่หมาดจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับ พระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบายเมื่อมาอยู่วัดป่า กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ'นิ่ง' ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะ พระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่า ไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่า ล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไปประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมือง นอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต!ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่า ตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลัง รอวันสึกด้วยใจจดจ่อ อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับ โน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทราด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลาย ดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ "เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหน มันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจหาว่า แต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้ง วันเจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก" พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกตินอกสงบแต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง แม้เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก "อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรค จนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา" โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่าคำว่า "หมาขี้เรื้อน" ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ขอขอบคุณที่มา ที่มา : บ้านใส่ใจ.คอม April, 2007 วันที่ต้องผ่านสุดท้าย ก็ไม่นึกว่าวันเวลาที่ได้ ล่วงเลยผ่านไป......ผ่านไปจนถึงวันนี้ วันที่มันต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง
สำคัญที่เรา นั้นต้องสามารถ อดทน และแข็งแรง ทำกาย และทำใจยอมรับ พร้อมที่จะสามารถ ก้าวย่าง ผ่านวันที่แสนปวดร้าวไปได้
อย่างนั้นหรือ...?
ว่ากันว่าวันเวลาจะช่วยเยียวยาจิตใจ ให้แข็งแข็งต่อไป
แต่อันที่จริงแล้ว อะไรกันแน่ ที่ช่วยให้เรานั้นแข้มแข็ง พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ต่อไป
ใช่แค่เวลาแค่นั้น จริงๆหรือ
เวลา
ที่มีแต่จะผ่านไป
และจะไม่มีวันไหล ย้อนกลับ
March, 2007 ความฝันที่ไม่มีวันลบเลือนหลังจากตื่นขึ้นมา จากความยาวนานของค่ำคืน ที่ผู้คนกำลังหลับไหลกันอยู่
เราก็พบว่า สิ่งที่เรารู้สึกและรับรู้ ไปเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อ สักครู่นี้
เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในชิวิตของหนุ่มน้อยคนนี้
เพราะมันเป็นช่วงเวลาหลังจากตื่น จากการหลับไหล
แต่ทำไมหนอ เราถึงยังจดจำมันได้ ราวกับว่า มันเพิ่งเกิดขึ้น และมันเกิดขึ้นจริง
ความสุข ความอบอุ่น และอะไรมากมาย
แต่มันไม่มีทางเป็นความจริง |
||||
|
|